กระเป๋าแฟชั่น

A+ R A-

นาฬิกาข้อมือกับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากภารกิจในอวกาศ

คนทั้งโลกต้องรู้จักชื่อนิล เอ อาร์เมสตรองในฐานะมนุษย์คนแรกที่ก้าวเท้าเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์จนกลายเป็นช่วงประวัติศาสตร์...แต่ถ้าคุณสนใจความเป็นไปอันรุ่งโรจน์ของแวดวงเครื่องบอกเวลาอย่าลืมจดจำชื่อบัช อัลดริน หนึ่งในทีมนักบินอวกาศซึ่งถือเป็นมนุษย์คนแรกที่ใส่นาฬิกาโอเมก้าขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์ (ส่วนอาร์มสตรองถอดนาฬิกาข้อมือเก็บไว้บนยานอวกาศ
เผื่อใช้อุปกรณ์ฉุกเฉินยามเครื่องบังคับการขัดข้อง)
  นาฬิกาโอเมก้า สปีดมาสเตอร์ โปรเฟสชั่นแนล (Speedmaster Professional) เป็นนาฬิกาที่องค์กรนาซ่ารับรองให้ใช้สำหรับภารกิจอวกาศที่ปฏิบัติการณ์โดยมนุษย์เนื่องจากเป็นนาฬิกาที่มีความแข็งแกร่ง จับเวลาแม่นยำ ทั้งยังทนต่ออุณหภูมิ ความชื่น แรงดัน และแรงสั่นสะเทือน และสามารถปฏิบัติการเป็นอุปกรณ์สำรองในกรณีที่เครื่องมือต่างๆล้มเหลว เพื่อให้นักบินสมารถคำนวณการเผาไหม้ ความเร็วและระยะทางได้ทั้งหมดนี้ทำให้ชื่อ โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ โปรเฟสชั่นแนล กลายเป็นตำนานไปพร้อมกับการที่มนุษย์เดินทางสู่ดวงจันทร์ โดยได้รับเลือกให้นักบินอวกาศได้สวมใส่ลงไปเหยียบพื้นดวงจันทร์ โดยได้รับเลือกให้นักบินอวกาศได้สวมใส่ในขณะปฏิบัติการบนยานอวกาศในปีค.ศ.1965 และนักบินอวกาศยังสวมนาฬิกาลงไปเหยียบพื้นดวงจันทร์ถึง 6 ครั้งด้วย
 

Omega Speedmaster Professional

 และหลังจากการฉลองครบรอบ 40 ปีที่มนุษย์สามารถเหยียบผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็ถือเป็นปีที่มีความสำคัญต่อการเดินทางสู่อวกาศเช่นเดียวกันเนื่องจาดตรงกับวาระครบรอบ 35 ปี ของโครงการทดสอบยานอะพอลโล่ – โซ่ยุซ (Apollo Soyuz Test Project) โครงการดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี และการร่วมมือทางการเมืองระดับโลกของสองมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น โดยในวันที่ 17 กรกฎาคม 1975 ยานอวกาศอะพอลโล 18 ของสหรัฐอเมริกา และยานโซยุซ 19 จากสหภาพโซเวียตได้เชื่อมต่อกันกลางอากาศเหนือดินแดนแม่น้ำอัลเบ้ในเยอรมนี ซึ่งในอดีตทั้งสองประเทศเคยขับเคี่ยวการทำสงครามทางบกจะมาปะทะกัน ณ บริเวณนี้

  เพื่อรำลึกถึงโอกาสครบรอบ 35 ปี ของความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ โอเมก้าจึงได้ผลิตนาฬิกาโครโนกราฟ โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ โปรเฟสชั่นแนล อะพอลโล – โซยูซ “35 แอนนิ - เวอร์ซารี่” ในจำนวนจำกัด 1975 เรือน โดยหน้าปัดประดิษฐ์จากสะเก็ดดาวตก ซึ่งทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีความแตกต่างกันไป ส่วนสีดำของหน้าปัดสะเก็ดดาวตกเป็นผลมาจากกระบวนการออกซิเดชั่นบนพื้นผิว ขณะที่เข็มวินาทีสีเงินและหน้าปัดย่อยจับเวลาจะปรากฏเป็นสีตามธรรมชาติของสะเก็ด ดาวตก